Dr. Arthit Home
About Dr. Arthit
หน้าแรก             เกี่ยวกับ ดร. อาทิตย์             คำปราศรัย และ บทความ             GALLERY             ติดต่อเรา

 คำแถลงการ
 บทความ
 บทอ้างอิง
Dr. Arthit Home
 



บทอ้างอิง
"...ผมมีความเทอดทูนบูชาในพระปรัชญาทางด้านการศึกษาขององค์บูรพามหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีพระราชดำรัสไว้เมื่อปี พ.ศ. 2428 หรือประมาณ 111 ปีมาแล้ว ในวโรกาสที่โปรดให้พระเจ้าลูกเธอ 4 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษว่า

…ปรัชญาการศึกษาของประเทศไทยควรมีพื้นฐานของหลักการที่จะรับวิทยาการที่ทันสมัยจากโลกตะวันตก ในขณะที่บำรุงรักษามรดกวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเราไว้ควบคู่กันไป...

วัตถุประสงค์ของโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชากร เพื่อสร้างความเป็นนานาชาติให้กับแพทย์ศาสตร์ศึกษาและโครงการศึกษาวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะดูใฝ่สูงจนเกินไป แต่ก็เป็นความท้าทายและขาดไม่ได้สำหรับโลกเราทุกวันนี้ ผมมีความเชื่อมั่นว่าด้วยคำมั่นสัญญาและความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องระหว่างผู้เกี่ยวข้องโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ และก่อให้เกิดประโยชน์มิใช่เพียงเพื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะแต่เพื่อประเทศชาติโดยรวมด้วย"

คำกล่าวในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และคณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ห้องกมลทิพย์ สยามซิตี้
9 กุมภาพันธ์ 2539


"…ในฐานะผู้บุกเบิกคนหนึ่งที่ริเริ่มลงทุนทางด้านอุดมศึกษาของภาคเอกชน เมื่อผู้คนถามผมว่าการศึกษาประเภทไหนที่ผมต้องการให้แก่คนยุคต่อไป ที่จะช่วยให้พวกเขายืนหยัดบนเท้าทั้งสองของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ ด้วยความเชื่อมั่น เพียบพร้อมด้วยความรู้และวิสัยทัศน์ที่มีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในชุมชนโลกภายหน้าที่มีความสับสนและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ผมเพียงแต่ตอบว่า ผมอยากเห็นการศึกษาที่สอนคนให้เป็นคนอย่างแท้จริง ซึ่งผมหมายถึงว่า การพัฒนาในองค์รวมเกี่ยวกับบุคลิกภาพของคนที่มีความสมดุลทางด้านกาย สังคม และการปูพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณและการมองโลกในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เขา ทั้งหญิงและชาย ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่า มีความสามารถที่จะให้สิ่งต่าง ๆ ที่มีความหมายต่อครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และโลกเราโดยรวม การที่มีโอกาสพบและหารือกับผู้ว่าการวิทยาลัยดัลลิชที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลา 350 ปี ที่กรุงลอนดอน ผมจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ทำไมจึงไม่ลงทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องคนและรุดหน้าไปอีกก้าวหนึ่งในเรื่องของการศึกษานานาชาติ…"

คำกล่าวในการแถลงข่าวเปิดตัว
โรงเรียนนานาชาติดัลลิช ภูเก็ต


"…โรงเรียนนานาชาติดัลลิชภูเก็ต มุ่งไปสู่เป้าหมายที่เหนือกว่าคะแนนหรือประกาศนียบัตรที่นักเรียนจะได้รับ เพราะที่นี่เป็นที่ ๆ บรรดาผู้นำในอนาคตจะได้รับการหล่อหลอม ทั้งในแง่ของการรับผิดชอบส่วนตัวและความผิดชอบในหมู่คณะ ระบบการอยู่รวมกลุ่มในบ้าน การมีระเบียบวินัยในตนเอง ความเข้าใจและจิตวิญญาณที่เอื้อต่อชุมชนโดยรวมคือองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาเยาวชน ซึ่งล้วนจำเป็นต่อการสรรค์สร้างบุคลิกภาพที่ดี อันอาจจะสะดุดหยุดชะงักไปได้หากใช้กลยุทธ์การศึกษาที่ไม่ถูกต้อง ทุกชีวิตที่โรงเรียนนานาชาติดัลลิชจะมีโอกาสทำงานเพื่อความสำเร็จสูงสุด ทั้งในทางการศึกษาเล่าเรียนและอื่น ๆ ทั้งเพื่อการพัฒนาตนเอง และเพื่อเป้าหมายปลายสุด คือเพื่อสังคม…"

คำกล่าวในพิธีลงนามในสัญญาก่อสร้าง
โรงเรียนนานาชาติดัลลิช ภูเก็ต
ณ โรงแรมเมอริเดียน
21 กันยายน 2537


"...การศึกษานานาชาตินำคนจากประเทศต่างๆ และวัฒนธรรมต่างๆ มาเพื่อเรียนรู้ที่จะยอมรับและชื่นชมในกันและกันเพื่อโลกเราเป็นที่ๆ มีสันติมากกว่าเดิม เป็นที่ๆ ความเข้าใจและความรักจะก้าวย่างเข้ามาแทนที่ความขัดแย้ง การเผชิญหน้า และความหยามเหยียด..."

คำกล่าวต้อนรับในการเปิดโครงการไทยศึกษา
และความร่วมมือระหว่าง ISCID และมหาวิทยาลัยรังสิต
27 พฤษภาคม 2539


"…โดยที่มีเส้นเขตแดนทอดยาวร่วมกัน ประเทศไทยและพม่าจึงถูกกำหนดโดยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ให้เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากประเทศแฝด โดยประชาชนเรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกันนับเป็นหลายศตวรรษ มีประเพณีการติดต่อสื่อสารและเกี่ยวดองกันทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง พุทธศาสนาเป็นตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดถึงความลึกซึ้งของการมีวัฒนธรรมและวิถีความคิดอ่านร่วมกัน

ในส่วนของประเทศไทย เราตระหนักมานานแล้วว่าความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความเกี่ยวดองทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นรากฐานอันสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้เกิดภาระอันขมขื่นของการอยู่ชิดกัน หรือประโยชน์อันหาที่เปรียบมิได้ ทางใดทางหนึ่งแล้วแต่ทิศทางของการสร้างสัมพันธภาพที่เราเลือกดำเนิน เพียงใช้สามัญสำนึกของเราก็พอจะสรุปเอาได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการที่ไทยและพม่าจะมาร่วมฝ่าฟันไปสู่สิ่งที่ดีงามร่วมกัน นั่นคือการสร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืนและเอื้อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายและด้วยนัยดังกล่าวแล้ว เรามีนโยบายที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันมีพื้นฐานมาจากความปรารถนาดี ความยอมรับนับถือในกันและกัน และความเท่าเทียมกันด้วยความร่วมมือจากฝ่ายพม่า ไทยมีความปรารถนาที่จะเห็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้เรารักษาไว้ซึ่งการพบปะเจรจากันอย่างเป็นมิตร เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ป้องกันมิให้ปัญหาใหม่เกิดขึ้นอีก

คำกล่าวเปิดการประชุมความร่วมมือ
ไทย-พม่า ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า 21 กันยายน 2543


"…ความสามารถในการแข่งขันไม่ใช่มรดกตกทอด แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา ความสามารถในการแข่งขันไม่อาจเกิดขึ้นในชั่วคืน แต่ต้องสั่งสมมาเป็นเวลานาน ภาวะวิกฤตในเอเชียบ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีรากฐานเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง เช่น ประเทศเกาหลี นั้น ฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ที่ขาดฐานดังกล่าว ถ้าจะถามว่าเกาหลีทำได้อย่างไร? ช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เกาหลีได้ลงทุนมหาศาลเพื่อการพัฒนากำลังคนและระบบการศึกษา วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของเกาหลีนับเป็นพันๆ คนได้รับการส่งเสริมให้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และกลับมาวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อประกอบอุตสาหกรรมและวางระบบการศึกษาแห่งชาติ กำลังคนเหล่านี้เองที่เป็นผู้ชูธงแห่งชัยชนะให้กับเศรษฐกิจของเกาหลี…"

คำกล่าวเปิดการสัมมนา "Competitiveness: Future Challenges of Thailand"
ในโอกาสมาเยือนของ Professor Peter Lorange, President of IMD
โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล
27 ตุลาคม 2543


"...ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีความแข็งขันในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อจำหน่ายในตลาดโลก โดยลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่คงเป็นเพียงการสร้างชิ้นส่วนเล็กน้อย เช่น กิ่งก้าน ใบไม้ และดอกไม้ มิใช่รากแก้วและลำต้น ผมจึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายมาปลูกไม้ยืนต้นอันยิ่งใหญ่ในแผ่นดินไทย สิ่งที่ผมยืนยันกับท่านได้คือพลังของแผ่นดินและคุณภาพของดิน...เรามีความพร้อมเราแข่งขันได้และเราตั้งใจที่จะก้าวรุดไปในภาคการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสูง..."

จากคำกล่าวชักชวนนักลงทุน
"Thailand as a World Wafer Fabrication Center"
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม


"…ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ท่ามกลางท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น ช่างเจียรนัยเพชร ของแต่ละประเทศในวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราเชื่อมั่นกันว่าไม่ว่าเรื่องใดที่เราต้องการจะทำในอนาคต เราจะต้องปลูกฝังในเด็กและเยาวชนของเรา ในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับเราที่จะพูดถึงเรื่องอนาคตของเมืองหลวงและนโยบายสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ในการประชุมช่างเจียรนัยเพชรในวันนี้…"

ปาฐกถานำที่มหาวิทยาลัยสยาม ในการสัมมนา
Bangkok 2000 Academic Seminar on the
Future of Big City: Sustainable Environment Policy

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2547 โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์